ทำไมน้ำมันขึ้น ถึงทำให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแพงขึ้น?

Plastic Process

หลายคนเคยสังเกตว่า ทุกครั้งที่ข่าวราคาน้ำมันโลกขยับสูงขึ้น ไม่นานนักราคากล่อง ถุง และภาชนะบรรจุอาหารก็มักจะขยับตาม แต่ทำไมราคาน้ำมันถึงส่งผลกับบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้ขนาดนี้? บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจห่วงโซ่ที่เชื่อมต่อกันตั้งแต่บ่อน้ำมันในตะวันออกกลาง ไปจนถึงกล่องข้าวในมือลูกค้าของคุณ

 

พลาสติกมาจากน้ำมันจริงหรือ?

คำตอบคือ ใช่ครับ — วัตถุดิบหลักของพลาสติกส่วนใหญ่คือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ โดยเฉพาะสาร นาฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิต เม็ดพลาสติก ประเภทต่าง ๆ ที่ใช้กันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์

ตัวอย่างพลาสติกที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารบ่อยที่สุด ได้แก่:

  • PP (Polypropylene) — กล่องข้าว ฝาแก้ว ถาดอาหาร
  • PE (Polyethylene) — ถุงพลาสติก ฟิล์มห่อ
  • PET (Polyethylene Terephthalate) — ขวดน้ำ กล่องสลัด
  • PS (Polystyrene) — โฟมบรรจุอาหาร ถ้วยกาแฟ

ทั้งหมดนี้ล้วนมีน้ำมันดิบเป็นส่วนประกอบต้นน้ำ ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลง ต้นทุนการผลิตพลาสติกจึงได้รับผลกระทบโดยตรง

 

กระบวนการเชื่อมโยงน้ำมันกับพลาสติกทำงานอย่างไร?

ลองนึกภาพห่วงโซ่การผลิตเป็น 4 ขั้นตอน:

  • ขั้นที่ 1 — โรงกลั่นน้ำมัน
    • น้ำมันดิบถูกกลั่นแยกออกเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงนาฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น นาฟทาก็แพงขึ้นตามโดยตรง
  • ขั้นที่ 2 — โรงงานปิโตรเคมี
    • นาฟทาถูกนำมาผ่านกระบวนการ Steam Cracking เพื่อแยกออกเป็นสารเคมีพื้นฐาน เช่น เอทิลีน และโพรพิลีน ซึ่งเป็นบล็อกก้อนสำคัญในการสร้างโพลิเมอร์ต่าง ๆ ต้นทุนพลังงานในกระบวนการนี้ก็สูงขึ้นตามราคาน้ำมันเช่นกัน
  • ขั้นที่ 3 — โรงงานผลิตเม็ดพลาสติก
    • สารเคมีจากขั้นที่ 2 ถูกแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติก (Resin/Pellet) ประเภทต่าง ๆ ราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลกจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราคาน้ำมันดิบ
  • ขั้นที่ 4 — โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์
    • เม็ดพลาสติกถูกนำมาขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นกล่อง ถุง หรือภาชนะต่าง ๆ เมื่อต้นทุนวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำสูงขึ้น ราคาสินค้าปลายน้ำก็ต้องปรับขึ้นตามไปด้วย

 

ราคาน้ำมันไม่ใช่ปัจจัยเดียว — อะไรอีกที่ดันราคาพลาสติกขึ้น?

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ ราคาน้ำมันเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย ที่กำหนดต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติก ในความเป็นจริงยังมีตัวแปรอื่น ๆ ที่ส่งผลด้วย ได้แก่:

  • ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ
    • เรือขนสินค้าและรถบรรทุกใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันเช่นกัน ดังนั้นเมื่อน้ำมันแพงขึ้น ค่าระวางเรือและค่าขนส่งก็ปรับสูงขึ้นตาม ซ้ำยังซ้ำเติมด้วยความไม่แน่นอนในเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนรวมของบรรจุภัณฑ์ที่นำเข้าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate)
    • เม็ดพลาสติกส่วนใหญ่ซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อค่าเงินบาทอ่อนลง ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบก็สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้ราคาน้ำมันโลกจะยังนิ่งอยู่ก็ตาม
  • ความต้องการในตลาดโลก
    • ช่วงที่ความต้องการบรรจุภัณฑ์พุ่งสูง เช่น หลังโควิด-19 หรือช่วงเทศกาล ราคาเม็ดพลาสติกอาจปรับขึ้นเพราะ Demand มากกว่า Supply แม้น้ำมันจะไม่ได้แพงขึ้นมากนัก

 

ต้นทุนพลังงานในโรงงาน

กระบวนการผลิตพลาสติกใช้พลังงานสูงมาก ทั้งไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมักมีราคาที่สัมพันธ์กับน้ำมัน ดังนั้นแม้ราคาน้ำมันดิบจะลดลงบ้าง แต่ถ้าพลังงานในประเทศผู้ผลิตยังแพงอยู่ ราคาบรรจุภัณฑ์ก็อาจไม่ลดตาม

 

ธุรกิจ SME และร้านอาหารได้รับผลกระทบอย่างไร?

สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้บรรจุภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนประจำเดือน สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ราคาบรรจุภัณฑ์มักตามราคาน้ำมันช้ากว่าประมาณ 3–6 เดือน เพราะต้องรอให้วงจรการผลิตและสต็อกเดิมถูกใช้จนหมดก่อน หมายความว่าแม้น้ำมันจะขึ้นวันนี้ แต่ผลกระทบต่อราคาซื้อบรรจุภัณฑ์ของคุณอาจมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้มีอำนาจต่อรองสูง การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบมักถูกส่งผ่านมาเต็ม ๆ โดยไม่มีการดูดซับจากซัพพลายเออร์ ต่างจากแบรนด์ขนาดใหญ่ที่มีสัญญาล็อกราคาระยะยาว

 

รับมืออย่างไรเมื่อต้นทุนบรรจุภัณฑ์สูงขึ้น?

แม้ปัจจัยระดับโลกจะอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่ยังมีสิ่งที่เจ้าของธุรกิจสามารถทำได้เพื่อบริหารต้นทุนให้ดีขึ้น:

  • วางแผนจัดซื้อล่วงหน้า
    • ติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันและเม็ดพลาสติกในตลาด หากมีสัญญาณว่าราคาจะขึ้น การสต็อกสินค้าบรรจุภัณฑ์ล่วงหน้าในปริมาณที่เหมาะสมอาจช่วยประหยัดต้นทุนได้
  • พิจารณาวัสดุทดแทน
    • ปัจจุบันมีบรรจุภัณฑ์ทางเลือกหลายประเภท เช่น กระดาษ ชานอ้อย หรือพลาสติก Bio-based ที่อาจมีต้นทุนผันผวนน้อยกว่าในบางช่วงเวลา
  • ปรึกษาซัพพลายเออร์ที่ไว้วางใจได้
    • การมีพาร์ทเนอร์ที่ให้ข้อมูลตลาดแบบโปร่งใส และช่วยวางแผนบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับต้นทุนธุรกิจ คือหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรับมือกับความผันผวนของราคา

 

หากคุณกำลังมองหาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับธุรกิจและงบประมาณ ทีมงานของเราพร้อมให้คำปรึกษา ติดต่อเราได้เลยวันนี้